ย้อนรอยปาฏิหาริย์ “หลวงปู่วรพต ” เหยียบรถจนยกลอย ละสังขารร่างกายกลายเป็นหินหยก

สวัสดีครับวันนี้ เรื่องเล่าชาวสยาม ขอนำทุกท่านมาศึกษาเรื่องเล่าตำนานหลวงปู่วรพต วัดจุมพล เรามาติดตามกันได้เลย

หลวงปู่วรพต วัดจุมพล ท่านเป็นพระอริยะสงฆ์ผู้ทรงคุณ ผู้มากด้วยอภิญญาเดชะบารมี ขนาดหลวงพ่อคูณแห่งวัดบ้านไร่ยังต้องยอมรับนับถือนั้น คือพระเดชพระคุณพระครูวรพรตวิธาน แห่งวัดจุมพลพระผู้มีพลังจิตแก่กล้า แม้นเหยียบรถบรรทุกยังกระดก สังขารไม่เน่ายังแปรธาตุเป็นสีเขียวมรกรตทั้งองค์

นามเดิมท่านชื่อ “พันธ์ ทับงาม” เกิดวันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2444 ที่บ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ชีวิตในวัยเรียน หลวงปู่ท่านเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก ขุนเกษตรวิสัย (เทียน) นายอำเภอเกษตรวิสัย ซึ่งมีความต้องการนักเรียนที่สอบผ่านไปรับราชการเป็นเสมียน เขียนหนังสือประจำอยู่ที่อำเภอเกษตรวิสัย แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องการคนเก่งที่มีลายมือสวยที่สุด ท่านจึงได้รับคัดเลือกจากพระครูกิจจพินิจพิจารย์ เข้ารับราชการรับใช้บ้านเมืองเป็นเสมียนอำเภอ ตามความจำนงของขุนเกษตรวิสัย

การบรรพชา ใน ปี พ.ศ. 2460 อายุได้ 16 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ และขออนุญาตจากบิดามารดา เพื่อเข้ารับการบรรพชา เป็นสามเณร ณ วัดสว่างอารมณ์ บ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยท่านพระครูกิจจพินิจพิจารณ์(หลวงปู่ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์ และจำพรรษาที่นี่เป็นเวลา 5 ปี ท่านสนใจวิชาการด้านพุทธศาสนา ท่องตำราสวดมนต์เจ็ดตำนานสิบสองตำนาน แม้แต่คัมภีร์ภิกขุปาฏิโมกข์ว่าด้วยศีล 227 ของภิกษุที่เป็นภาษาบาลีล้วนๆ ก็ท่องจำปากเปล่าได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว ทำให้เกิดอัศจรรย์ใจแก่คนทั้งหลาย คัมภีร์ภิกขุปาฏิโมกข์นี้ถ้าพระภิกษุสามเณรใดไม่มีศรัทธาตั้งใจพากเพียรแล้วยากที่จะท่องจำได้ด้วยปากเปล่า แต่หลวงปู่ท่านท่องจำได้ตั้งแต่สมัยบวชเป็นสามเณร ถือว่าสุดยอด

อุปสมบทเข้ามาเป็นพระภิกษุ ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2465 อายุได้ 21 ปี จึงได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูธรรมสังฆบาล เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายาเป็นชื่อภาษาบาลีว่า “ติสฺโส” ซึ่งแปลว่า สาม อันหมายถึง พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นเอง และในปี พ.ศ.2467 ได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรม และสอบได้นักธรรมชั้นตรี ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรม จึงเป็นปัจจัยสำคัญนำให้

หลวงปู่ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมขลังมาก ได้เรียนวิชาอาคมมาจาก 5 อาจารย์ด้วยกัน อาจารย์ท่านแรกเป็นฆราวาส คือ หลวงศรีธรรมศาสตร์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เมื่อเรียนจบได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ขัน วัดบ้านท่าสะแบง ตำบลมะบ้า อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด พระอาจารย์ขัน วัดท่าสะแบงนี้ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมรูปหนึ่งในภาคอีสานในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็นวิชาอาคมทางด้านเมตตามหานิยม, คงกระพันชาตรี, แคล้วคลาด, มหาอุด ป้องกันขับไล่คุณไสย ภูติผีปีศาจ หลวงปู่วรพรตได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจนหมดแล้วหลวงปู่ก็ได้ไปศึกษากับอาจารย์บ้านฟ้าเหลี่ยม อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด เกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่งในสมัยนั้น หลังจากนั้นได้ไปศึกษากับ หลวงปู่ชม ฐานธัมโม แห่งวัด

กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่าน หลวงปู่ชมรูปนี้ท่านมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถมาก มีอิทธิปาฏิหาริย์นานัปการ หลวงปู่ท่านได้ศึกษาวิชาอาคม และวิปัสนากัมมัฏฐานอยู่ 2 ปี ก็ได้กราบลาหลวงปู่ชม กลับวัดจุมพล พ.ศ.2479 หลังจากที่ท่านได้เล่าเรียนวิชาอาคมจากพระอาจารย์ต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปกับ หลวงพ่อผาง จิตฺตคุตฺโต และได้แยกทางกันที่อำเภอมัญจาคีรี จากนั้นหลวงปู่วรพรต ได้เดินผ่านดงพญาเย็น-พญาไฟ ผ่านไปประเทศลาว พม่า เขมร เรื่องราวตอนที่ท่านเดินธุดงค์ไปนั้นมีมากมาย แต่ท่านก็ผ่านอุปสรรคนั้นมาได้

ขอย้อนเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2503 หลวงปู่จะออกเดินทางจาก อ.พล จ.ขอนแก่น ด้วยรถโดยสารเพื่อจะไป จ.ร้อยเอ็ด รถคันที่หลวงปู่จะขึ้นเป็นรถสองแถวขนาดใหญ่ ตามธรรมดาโดยทั่วไปแล้วพระเณรจะต้องนั่งด้านหน้าติดกับคนขับ เพื่อจะได้ไม่ปะปนกับผู้โดยสารคนอื่น แต่รถคันนี้มีผู้หญิงนั่งเต็มอยู่ด้านหน้าแล้ว ด้านหลังรถยังพอมีที่นั่งได้ คนขับรถจึงบอกให้หลวงปู่ขึ้นทางท้ายรถ หลวงปู่ก็ได้ปฏิบัติตามโดยดี แต่ก่อนจะขึ้นรถหลวงปู่ได้พูดกับคนขับรถว่า “รถจะไม่เดี่ยงหรือ”(เดี่ยงเป็นภาษาไทยอีสานแปลว่า “ กระดก”)

คนขับก็บอกว่า “ไม่เดี่ยงแน่เพราะรถรับน้ำหนักได้หลายตัน” พอคนขับพูดจบ หลวงปู่ก็ก้าวเท้าขึ้นรถ ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นทันทีด้านหน้ารถลอยขึ้น เหมือนมีมือยักษ์มาจับยกขึ้น คนขับรถเห็นเช่นนั้นถึงกับตกตะลึงจึงกราบนิมนต์หลวงปู่มานั่งด้านหน้า โดยให้พวกผู้หญิงไปนั่งด้านหลัง ตั้งแต่นั้นมาสมญานาม “หลวงปู่วรพรตเหยียบรถกระดก” จึงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในเขตขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา ต่างก็รู้เรื่องกันดี อีกทั้งยังเคยมีญาติโยมที่อยู่ไกลถึง จ. กระบี่ เดินทาง มากราบขอคาถาเหยียบรถกระดกจากท่าน

ท่านก็มอบคาถา “นะโมพุทธายะ” ให้ไป แต่จะสามารถทำได้เหมือนหลวงปู่หรือไม่นั้น คงแล้วแต่บุญวาสนาบารมี และกำลังแห่งสมาธิภาวนาของคนนั้นๆ

หลวงปู่วรพรตวิธาน ท่านได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ 20 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2544 ณ วัดจุมพล ตำบลก้านเหลือง อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น รวมสิริอายุได้ 101 ปี

ขอบคุณที่มา ชีวประวัติหลวงปู่พระครูวรพรตวิธาน,2555

Facebook Comments
  •