ละตำแหน่งทางโลก มุ่งสู่ทางธรรมอย่างมีจุดหมาย

สวัสดีครับวันนี้ทีมงานได้ค้นหาข้อมูลเรื่องเล่าต่างๆไปเจอเรื่องของท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินฯ น่าสนใจดีเลยเอามาบอกเล่ากันให้ได้อ่าน ลองติดตามกันดูครับ

เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร นามเดิมชื่อนาย ตรึก จินตยานนท์ เป็นมหาดเล็กในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุจำพรรษา ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารตราบจนมรณภาพ

ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๐ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา และยังเป็นวันสำคัญคือวันมาฆะบูชา เป็นบุตรชายคนหัวปีของพระคุนรนาฏภักดีนายอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีก็ได้คลอดมาจากครรภ์มารดาลืมตามองดูโลกอันโสภี ยังความโสมนัสให้แก่ผู้เป็นบิดามารดา และประดาญาติเป็นอย่างยิ่งท่านนายอำเภอบางปลาม้าได้ตั้งชื่อบุตรชายคนหัวปีของท่านว่า “ตรึก”

พระยานรรัตนราชมานิต ได้อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ มีอายุครบ ๒๘ ปี ที่ วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า ธมฺมวิตกโก

“เหตุที่ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ บวชไม่สึก”

กลุ่มเด็กวัดป่า ฯ มดงาน ผู้ใช้เฟสบุ๊ก Jim Puntasen โพสเรื่องเล่าของท่านได้น่าสนใจไว้ว่า

ชีวิตฆราวาส เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้ โดยไม่รู้ว่า
จะต่อสู้ไปทำไม? และเพื่ออะไร? ในเมื่อชีวิตนี้
เป็นทุกข์ ก็ควรที่จะต่อสู้เพื่อให้พ้นทุกข์มิดีกว่าหรือ?

แม้ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯท่านจะมีจิตฝักใฝ่ในธรรมและสนใจในการปฏิบัติพระกรรมฐานมาตั้งแต่ต้นแล้วก็ตาม แต่สำหรับสาเหตุที่ทำให้ท่านตัดสินใจบวชไม่สึกจนตลอดชีวิต ทั้งๆที่แต่แรก ท่านหาได้คิดที่จะบวชจนตลอดไม่ ด้วยมีโครงการจะบวชถวายพระราชกุศลเพียงหนึ่งพรรษา แล้วหลังจากนั้น ท่านก็คิดจะแต่งงานและไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วกลับมารับใช้ชาติต่อไปนั้น

ท่านธมฺมวิตกฺโกได้ปรารภถึงเรื่องนี้ไว้เองว่า เป็นเพราะท่านได้กัลยาณมิตรในทางธรรมแล้ว ซึ่งก็คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(เจริญ ญาณวรมหาเถระ) สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของท่านนั่นเอง ที่ได้สอนเรื่องอริยสัจ 4 แก่ท่าน จนท่านเห็นความทุกข์ที่แทรกอยู่ในความสุข จนกล่าวได้ว่า “ไม่มีความสุขใดในชีวิตฆราวาส ที่ไม่มีมีความทุกข์ซ้อนซ่อนอยู่เลย”
และเมื่อท่านได้นำมาเปรียบกับชีวิตของท่านเองที่ผ่านมา ท่านก็ได้แลเห็นว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์อย่างแท้จริง และอยากจะหาทางพ้นทุกข์ จนกระทั่งปีที่ 6 แห่งการอุปสมบท ท่านจึงเกิดความเบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่าง มีแต่ความบันเทิงในธรรมแต่เพียงอย่างเดียว

และยิ่งเมื่อท่านเห็นความเป็นอนิจจังของบ้านเมืองและชีวิต จึงทำให้ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯได้แจ้งใจอย่างถ่องแท้ว่า
ท่านไม่อาจที่จะกลับไปใช้ชีวิตฆราวาสได้อีกแน่นอนแล้ว แม้ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 7 จะได้ทรงพระมหากรุณาแต่งตั้งท่านเป็นองคมนตรีรอท่าไว้ ทั้งๆที่ท่านยังครองสมณเพศอยู่ก็ตาม แต่ท่านจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะบวชไม่สึกอย่างแน่นอน
โดยท่านได้ให้เหตุผลที่ลึกซึ้งและกินใจเป็นที่สุดว่า

“ชีวิตฆราวาส เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้ โดยไม่รู้ว่าจะต่อสู้ไปทำไม
และเพื่ออะไร ในเมื่อชีวิตนี้เป็นทุกข์ ก็ควรที่จะต่อสู้เพื่อให้พ้นทุกข์มิดีกว่าหรือ?”

ขอยกเอาบทความตอนหนึ่งของเว็บไซต์  มติชน ลงไว้ว่า

ท่านเจ้าคุณนรฯ เมื่ออยู่ในเพศบรรพชิตก็อยู่อย่างมักน้อยสันโดษ ในกุฏิจะว่างเปล่ามีเพียงโลงศพเก่าๆ อยู่ 1 โลง และโครงกระดูกคนตายแขวนไว้เพื่อใช้ประกอบการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปาใช้ในกุฏิ เมื่อมีคนไปไต่ถาม ท่านก็อธิบายว่า

“ธรรมชาติให้มนุษย์เพียงพอแล้วจะวุ่นวายไปทำไม ยิ่งเป็นภิกษุสงฆ์ปฏิบัติอยู่ในธรรมวินัยก็ยิ่งสบายมาก น้ำฝนเป็นน้ำบริสุทธิ์ ดื่มฉันก็เกิดอาบัติน้อย ยิ่งไฟฟ้าด้วยแล้วถือว่าไม่สำคัญเลย เพราะพระอาทิตย์ให้แสงสว่างแก่โลกมนุษย์ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น เราจะทำอะไรก็รีบๆ ทำเสีย เมื่ออาทิตย์สิ้นแสงแล้ว ก็หมดเวลาที่เราจะทำอย่างอื่น นอกเสียจากทำสมาธิให้จิตใจสงบและเจริญวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น”

วัถุมงคลที่ได้รับความนิยม ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายรุ่น และหลายพิมพ์ แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ สมเด็จหลังอุ

ขอบคุณข้อมูลประวัติ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต / Jim Puntasen /มติชน

อ่านต่อ